Monday, October 29, 2012

บัญญัติ 10 ประการในการออกแบบของ Dieter Rams ฉบับ System Trader

\"dieter
ผมได้เคยมีโอกาสอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับบัญญัติ 10 ประการในการออกแบบของ Dieter Rams (Dieter Rams’s 10 Commandments for “Good Design”) ผู้ถือเป็นตำนานนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชื่อดังชาวเยอรมันมานานแล้ว และคิดว่าเป็นหลักการที่น่าสนใจและสอดคล้องกับการออกแบบระบบการลงทุนอยู่มาก พอสมควร วันนี้เลยนำมาเขียนสักหน่อยในแบบฉบับของ System Trader ครับ

บัญญัติ 10 ประการในการออกแบบของ Dieter Rams ฉบับ System Trader

\"DieterRams10Principle
การออกแบบที่ดีนั้นต้องมีความสดใหม่ :
ในทัศนคติของผมแล้วความสดใหม่ (Inovative) จะช่วยส่งผลดีต่อระบบการลงทุนอยู่ 2 ประการหลักๆ นั่นก็คือ
1. ประสิทธิภาพของระบบการลงทุน – ยิ่งระบบไม่เหมือนใครมากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะถูกแย่งซื้อ-ขายจากสัญญาณที่ปรากฏขึ้นก็ยิ่งน้อยลงไป และนั่นทำให้ระบบของคุณจะสามารถคงประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างยาวนานยิ่ง ขึ้น นอกจากนี้แล้ว มันมักที่จะให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาลเนื่องจากระบบมักจะหากินความไร้ ประสิทธิภาพของตลาดซึ่งยังไม่ค่อยมีใครค้นพบอีกด้วย
2. ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆของตลาด – ความจริงที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือ ระบบการลงทุนย่อมหนีไม่พ้นกับการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เช่นเดียวกับทุกๆสิ่ง แต่ละระบบมักมีช่วงชีวิตของมัน ดังนั้นการที่เราสามารถจะออกแบบระบบการลงทุนให้มีความสดใหม่อยู่เสมอจะมี ส่วนช่วยทำให้เราสามารถทำกำไรจากตลาดได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น
การออกแบบที่ดีนั้นต้องทำให้เกิดประโยชน์ใช้สอยกับผู้ใช้อย่างแท้จริง :
ระบบการลงทุนที่ดีต้องสามารถตอบโจทย์ของผู้ใช้ได้ ระบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างมากมายมหาศาลจะไม่มีประโยชน์ใดๆขึ้นมาเลย หากว่าเราไม่สามารถที่จะใช้มันได้หรือไม่ตรงกับเป้าหมายในการลงทุนของเรา ในทางกลับกันแล้วระบบที่สอดคล้องกับความเชื่อ, จิตใจ และเป้าหมายในการลงทุนของเราต่างหากที่จะมีประโยชน์กับเราจริงๆ ระบบที่ดีที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริงแต่ระบบที่สร้างผลกำไรและเข้ากับเราได้ดี ที่สุด
การออกแบบที่ดีนั้นต้องมีความสวยงาม :
ความสวยงามอาจดูเหมือนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับระบบการลงทุน แต่ความจริงแล้วระบบการลงทุนแต่ละชนิดจะมีความสวยงามในตัวของมันเองอยู่ อย่างไรก็ตาม ความสวยงามเหล่านี้มักจะถูกแสดงออกมาในเชิงของตัวเลขตามอัตราส่วนต่างๆที่ ระบบคายออกมาตามช่วงเวลาหนึ่งๆ (เช่น CAGR, Max DD, Mar Ratio) ดังนั้นแล้ว System Trader ที่ดีจึงควรออกแบบระบบการลงทุนให้อัตราส่วนสำคัญๆมีความสวยงามตามจุดประสงค์ ของระบบการลงทุนนั้นๆเอาไว้อยู่เสมอ
การออกแบบที่ดีนั้นต้องทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย :
ระบบการลงทุนที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายจะสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ ใช้เป็นอย่างมาก เนื่องจากโดยปกติแล้วตลาดนั้นมักที่จะพยายามทำให้เราสับสนอยู่เสมอ การมีระบบที่เข้าใจได้ง่ายทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว, ชัดเจน และครบถ้วนโดยก่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด นอกจากนี้แล้วมันยังทำให้เราสามารถที่จะจดจ้องไปที่เรื่องอื่นๆที่มีความ สำคัญ เช่น การบริหารความเสี่ยงหรือเรื่องของจิตใจแทนที่จะมามั่วแต่นั่งวิเคราะห์ตลาด อีกด้วย
การออกแบบที่ดีนั้นต้องทำให้เกิดประสบการณ์ที่ลื่นไหลไม่ก่อความรำคาญในการใช้ :
ระบบการลงทุนที่ดีนั้นควรจะทำให้เกิดความลื่นไหลในประสบการณ์เมื่อคุณใช้ มัน เพราะไม่ว่ามันจะดีสักแค่ไหนแต่หากมันมักที่จะทำให้คุณต้องรู้สึกลำบากใจจน เกินไปแล้วสุดท้ายคุณก็จะโยนมันทิ้งไปอยู่ดี ความยืดหยุ่นของระบบคือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ในการใช้ที่ดี ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณไม่สามารถที่จะเผื่อความผิดพลาดสำหรับการเทรด (Slippage) แม้แต่ช่องเดียว หรือต้องอาศัยความเร็วในการส่งคำสั่งมากจนหากผิดพลาดบ่อยๆระบบจะกลายเป็นขาด ทุนขึ้นมา นั่นจะทำให้เกิดอุปสรรคในการใช้ระบบการลงทุนเป็นอย่างมาก
การออกแบบที่ดีนั้นต้องซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา:
การออกแบบระบบการลงทุนที่ดีนั้นควรซื่อสัตย์กับทั้งตนเองและผู้อื่น เราไม่ควรประเมิณระบบหรือหลอกตนเองด้วยการสร้างระบบที่ดี “เกินความเป็นจริง” ขึ้นมา เพราะนอกจากมันจะต้องพังทลายลงในอนาคตแล้ว เรายังต้องเสียทั้งเวลาและเงินทองไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย ระบบการลงทุนที่ดีจึงควรจะตั้งอยู่บนความพอเหมาะพอดีไม่มากหรือไม่น้อยจน เกินไป
การออกแบบที่ดีนั้นต้องทำให้เกิดความยั่งยืน :
หลักการออกแบบระบบการลงทุนที่ดีคือการสร้างให้อยู่ยงคงกระพัน (Built to Last) นั่นก็เพราะความเสถียร (Robustness) ของระบบถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในความอยู่รอดของคุณ คุณไม่ต้องการระบบที่ทำกำไรได้เป็น 100% ในเวลาแค่ปีเดียวแต่ต้องพังลงในอีกไม่กี่ปีต่อมา ความอึดของระบบคือเพื่อนที่ดีที่สุดของ System Trader!
การออกแบบที่ดีต้องครอบคลุมถึงรายละเอียดต่างๆเอาไว้อย่างครบถ้วน :
ระบบการลงทุนที่ดีนั้นควรมีกฏในการปฎิบัติเอาไว้อย่างครบถ้วนในทุกๆราย ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Entry Signal, Sell Signal, Position Size, Position Score, Universe ของตราสารที่จะทำการลงทุน หรือแม้กระทั่ง System Stop เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยเมื่อระบบพัง อย่าปล่อยให้ระบบมีช่องว่างที่ถูกละเลยแม้แต่น้อย เพราะมันอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผลการลงทุนของคุณพังทลายลงมาก็ได้
การออกแบบที่ดีต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม :
ระบบการลงทุนที่ดีควรบริโภคทรัพยากรที่น้อยที่สุดแต่ให้ผลลัพท์ที่มากที่ สุด ในวงการ System trading นั้นทรัพยากรที่ระบบบริโภค (Data Point หรือฐานข้อมูลในแต่ละจุด) จะถูกเรียกตามหลักสถิติว่า Degree of Freedom พูดง่ายๆแล้วก็คือ ฐานข้อมูลแต่ละจุดเช่นราคาปิดหรือราคาเปิดในแต่ละวันจะถูกคิดเป็น 1 Data Point ยิ่งคุณสร้างระบบให้จำเป็นต้องบริโภค Data Point เหล่านี้มากเท่าไหร่ในการคำนวน ระบบก็จะยิ่งเปราะบางขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพวกมันถูก Curve Fit ให้เข้ากับฐานข้อมูลที่มีอยู่และต้องการทรัพยากรจนมากเกินไป ซึ่งเมื่อรายละเอียดของ Data ในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณแม้เพียงเล็กน้อย ระบบก็จะไม่เหลือความยืดหยุ่นให้เอาตัวรอดจากตลาดได้เลย
นอกจากนี้แล้วระบบการลงทุนที่ดีก็ควรที่จะเป็นมิตรกับตลาดโดยไม่ก่อให้ เกิดผลกระทบกับตลาดจนมากเกินไปด้วย นั่นเพราะในที่สุดแล้วด้วยแรงเหวี่ยงที่ระบบได้ส่งผลกระทบให้เกิดกับตลาดอาจ ส่งผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรงกับระบบจนทำให้ระบบสูญเสียประสิทธิภาพของมันไปใน ที่สุด
การออกแบบที่ดีนั้นต้องทำให้เรียบง่ายอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ :
“งานออกแบบที่ดีที่สุด คืองานออกแบบที่น้อยที่สุด”
ความเรียบง่ายของระบบการลงทุนคือกุญแจสำคัญของทั้งกับตัวระบบเองและตัว ของคุณ ยิ่งระบบของคุณสามารถทำกำไรได้ด้วยความเรียบง่ายของมันมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งหมายความว่าสิ่งที่คุณนำมาใช้เป็นตัวแปรในการสร้างระบบนั้นคือสิ่ง ที่มีนัยยะต่อผลกำไรของคุณอย่างแท้จริง ระบบที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้แปลว่าเป็นระบบที่ห่วยหรือกระจอก แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือระบบที่ได้กลั่นกรองเอาสิ่งที่ไร้ความสำคัญออก ไปได้อย่างมากที่สุดแล้ว และด้วยความที่กลไกของมันไม่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนจนเกินไป (Too Many Moving Parts) ระบบจึงมักที่จะมีความเสถียรและยั่งยืนนั่นเอง

เปรียบเทียบงานออกแบบของ Dieter Rams ซึ่งสร้างไว้ที่ BrAun ในอดีต กับงานของ Jonathan Ive ซึ่งสร้างไว้ที่ Apple ในปัจจุบัน

“งานออกแบบมีหน้าที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ของสิ่งนั้นต้องตรงกับนิสัยและเข้ากันได้กับสภาพแวดล้อมของผู้ใช้”
\"dieter
Apple เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญและใส่ใจกับการออกแบบเป็นอย่างสูง นี่คือเบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญมากๆประการหนึ่งของบริษัทเลยทีเดียวและ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มูลค่าหุ้นของ Apple ทะยานขึ้นหลายสิบเท่าเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น! การออกแบบไม่ใช่เพียงแค่ผลลัพท์ของ Product แต่เป็นเรื่องของระบบความคิดโดยรวมขององค์กร และแน่นอนว่าระบบความคิดในการออกที่ดีนั้นก็มีความสำคัญกับการสร้างระบบการ ลงทุนของ System Trader ไม่น้อยไปกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบอื่นๆเลยทีเดียวครับ!! ^_^

บทเรียนจากเกมการแข่งขัน The Stock Master ของบัวหลวง

\"IMG
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปช่วยบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนกับผู้ เข้าแข่งขัน The Stock Master ทั้ง 28 คนมา 2 ครั้ง ในช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมานั้น นี่คือข้อผิดพลาดบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นกับกับผู้เข้าแข่งขันบางส่วนซึ่งผมคิด ว่ามีประโยชน์กับพวกเราทุกๆคนครับ (ผมไม่ได้จะว่าใครไม่ดีหรือไม่เก่งนะครับ หลายๆท่านเก่งกว่าผมเยอะครับ ^_^ อิอิ)

กติกาการแข่งขันและเกณฑ์การตัดสินของรายการ The Stock Master (ฉบับย่อ)

  • ผู้สมัคร ที่ได้รับคัดเลือกให้มีสิทธิเข้าแข่งขันในโครงการจะต้องเปิดบัญชีซื้อขาย หลักทรัพย์กับบริษัท ประเภท Cash Balance โดยซื้อขายผ่านระบบ Internet Trading
  • 100,000 บาท โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง และโอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อนวันปฐมนิเทศ
  • ทุกหลักทรัพย์ใน SET, MAI, Warrant  รวมถึง ETF หน่วยลงทุน และ DW
  • ห้ามลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกินกว่า 30% ของมูลค่าพอร์ตที่มีอยู่ในขณะนั้น
  • ผู้เข้าแข่งขันต้องมีการลงทุนในหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินทุนโดยรวมโดยรวม เฉลี่ยทุกวัน ตลอดระยะเวลาดำเนินการ
  • สำหรับผู้เข้าแข่งขัน The Stock Master ตัดสินจากมูลค่าพอร์ตรวมของผู้เข้าแข่งขัน ณ เวลาปิดตลาดของวันแข่งขันวันสุดท้าย  ทั้งนี้การคิดมูลค่าพอร์ตรวมให้คำนวณรวมถึงมูลค่าหุ้นปันผล และเงินปันผลด้วย (ถ้ามี โดยจะต้องโอนเงินปันผลเข้ามาในพอร์ต)  หากผู้เข้าแข่งขันมีมูลค่าพอร์ตรวมเท่ากัน ให้ตัดสินจากคะแนนรวมของการเข้าร่วมกิจกรรม weekly coaching ในแต่ละสัปดาห์
อ่านฉบับเต็มและติดตามการแข่งขันได้ตามลิงค์นี้ครับ  https://apps.facebook.com/thestockmaster/

กดดันตัวเองเกินไป

หลายๆคนคงคาดการณ์ไว้ว่าปัญหาหลักๆสำหรับผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่นั้นน่า จะอยู่ที่เรื่องของการวิเคราะห์ (เพราะหลายๆคนไม่ได้มี Profile ด้านการลงทุนยาวนานเท่าไหร่นัก) แต่กลับกันโดยสิ้นเชิงครับ หลายๆคนมีความรู้ในการวิเคราะห์หุ้นที่ดีเอามากๆเลยทีเดียว!! … อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมพบก็คือส่วนใหญ่แล้วมันกลับมาจากจิตใจเสียเป็นหลัก นั่นก็เพราะพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ต้องการที่จะเป็นผู้ชนะและทำกำไรให้ได้สูง สุดตามกฏเกณฑ์การตัดสิน (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรกับเกมนี้เนอะ ^_^) แต่นั่นจึงนำมาสู่พฤติกรรมการลงทุนยอดนิยมเหล่านี้ครับ
  1. กระโดดไปมาและ Cut Loss เร็วเกินไป
  2. รีบชิงทำกำไรเร็วเกินไป

กระโดดไปมาและ Cut Loss เร็วเกินไป

เมื่อ Track ดูผลการเทรดของผู้แข่ง Stock Master ส่วนใหญ่แล้ว ผมเองไม่ค่อยเห็นว่าพวกเขาจะซื้อหุ้นที่อยู่ในขาลงหรือพื้นฐานไม่ดีกันซัก เท่าไหร่นัก กลับกันแล้วหุ้นส่วนใหญ่ดูจะเป็นขาขึ้นหรือกิจการกำลังเดินไปได้ดีเสียด้วย ซ้ำ … ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมควรจะทำกำไรได้ดีพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา (เพราะตลาดเป็นขาขึ้น) อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นตัวเลข Profit/Loss แล้วก็ค่อนข้างแปลกใจเนื่องจากส่วนใหญ่มันดันกลายเป็นการขาดทุนเสียนี่กะไร!
ตามการคาดเดา (มั่วๆ) ของผมนั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความกดดันจากกรอบเวลาที่ตัดสินกันแค่ภายใน 2 เดือนเท่านั้น นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะรีบขายหุ้นที่ไม่วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เกินไป ก่อนที่จะเกิดสัญญาณขายที่บ่งชี้ว่าหุ้นเป็นขาลงแล้วจริงๆ (เพราะกลัวเสียเวลาที่จะทำกำไร)
อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้แล้วส่วนใหญ่มักที่จะทำให้ %Win Ratio ต่ำลงและกลายเป็นการเพิ่ม Cost ด้วยการขาดทุนโดยไม่จำเป็น และส่งผลให้พอร์ทในหลายๆช่วงเวลาย่ำแย่กว่าตลาดพอสมควร

รีบชิงทำกำไรเร็วเกินไป

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งจาก Profit/Loss Distribution Chart ของเหล่าผู้เข้าแข่งขัน Stock Master ก็คือน้ำหนักของกำไรและการขาดทุนมักไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก (Pay-off ราว 1:1 – 2:1)
นี่ก็น่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า พวกเขาต้องการรีบคว้ากำไรเอาไว้เสียก่อนที่มันจะหลุดหายไปและทำให้อันดับของ พวกเขาตกลงไปนั่นเอง แต่การทำเช่นนี้นั้นกลายเป็นการทำให้พอร์ทโตยากขึ้นไปอีก (โดยเฉพาะในระยะยาวๆ) เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังให้ Pay-off Ratio ลดต่ำลงไปและทำให้การเติบโตในระยะยาวต้องพึ่งพา %Win ที่สูงขึ้นเป็นหลัก … ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นงานที่ยากมากกว่าการสร้าง Pay-off Ratio มากๆเลยทีเดียว

ขาดการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

สิ่งที่สังเกตุได้อีกอย่างหนึ่งและดูจะเป็นปรากฏการณ์ยอดฮิตก็คือ การขาดทุนจากหุ้นไม่กี่ตัวหรือไม่กี่ครั้งก็กลับทำให้พอร์ททรุดลงไปมากกว่า ที่ควรจะเป็น และมันก็มักที่จะฉุดให้พอร์ทของผู้แข่ง The Stock Master ที่เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่า SET Index
หลายคนอาจมองว่านั่นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่มีความผันผวนที่ สูงมากๆเพื่อทำกำไรแข่งกัน แต่ว่ากันตรงๆแล้ว ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าไม่ซวยจริงๆเราจะไปโทษในเรื่องความผันผวนของตัวหุ้นเสีย อย่างเดียวก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะความผันผวนของหุ้นก็คือความผันผวนของหุ้น ส่วนความเสี่ยงหรือความผันผวนของพอร์ทโดยรวมของเรานั้นสามารถที่จะควบคุมได้ โดยการใช้ Risk Mangement และ Money Management ให้เหมาะสมนั่นเอง ซึ่งเมื่อทำได้อย่างเหมาะสมแล้วการขาดทุนหุ้นรายตัวจะส่งผลกระทบที่น้อยมากๆ กับภาพรวมของพอร์ทหลักครับ (ยกเว้นขาดทุนพร้อมกันหมด)

พอร์ทที่ผมชอบที่สุด

เมื่อมองไปที่ Equity Curve แล้ว พอร์ทที่ผมชอบที่สุดในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 3 – 4 พอร์ทนั่นก็คือ (พอร์ทอื่นก็ชอบนะครับไม่ได้ไม่ชอบ เพียงแต่ขอหยิบมายกตัวอย่างเท่านั้นเอง ^o^)
M10: สุวรรณ ภคพงศ์พันธุ์ (หลำ)
\"M10
M5: ธนกฤต จินตวร (มะเดื่อ)
\"M5
M20: พจน์ ตั้งงามจิตต์ (พจน์)
\"M20
M7: ปวรา กิตติพงศ์โกศล (ต้าร์)
\"M7
สาเหตุหลักๆก็เนื่องมาจากว่า Equity Curve ของพวกมันวิ่งล้ออยู่เหนือผลตอบแทนของ SET Index มาอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ ซึ่งถึงแม้ว่าในรายของ M7 นั้นในช่วงแรกจะแพ้ตลาดอยู่ก็ตามแต่มันได้แสดงให้เห็นถึงการค่อยๆเติบโตขึ้น มาอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
การจะสร้างพอร์ทให้มี Equity Curve ในลักษณะแบบนี้ได้นั้นไม่เกี่ยวกับความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นขั้นเทพเท่า ไหร่ แต่มันต้องใช้ควบคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเป็นหลัก!!
เราจะสังเกตุได้ว่าพอร์ทของพวกเขาไม่ได้โตขึ้นทุกวัน แต่พวกมันสามารถที่จะพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงมาหนักๆได้เมื่อ Bad Day มาถึง และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมพอร์ทของพวกเขาจึงให้ผลตอบแทนที่อยู่เหนือ SET มาได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ นั่นก็เพราะเมื่อ Good Day มาถึง แม้ว่า Equity จะไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (เหมือน Stock Master บางคน) แต่พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องคลืบคลานขึ้นมาจากหลุมที่ขาดทุนจนหนักเกินไปก่อน หน้านี้ และจึงค่อยๆทยอยบวกขึ้นมาได้แบบเนียนๆ
นี่แหละครับคือจุดมุ่งหมายของ Risk Mangement และ Money Management นั่นก็คืออยู่ให้รอดเพื่อรอให้ถึงวันรวยของเรา … แม้ว่าเราอาจไม่สามารถรู้ได้ว่าจะรวยวันไหน แต่อย่างน้อยเราก็รู้ได้ว่าเราพร้อมจะรวยทุกเมื่อเมื่อโอกาสมาถึงเพราะเงิน ทุนเรายังอยู่ครบนั่นเองครับ

พอร์ทไร้ใจ Systematic Trading

คราวนี้ลองมาดูพอร์ทไร้ใจ Turtle Trading System 2 แบบ Simplify สไตล์แมงเม่าคลับกันบ้าง ระบบนี้ไม่มีอะไรมากแค่จับเอาการ Break แนวต้าน-แนวรับที่ 55-20 วันแล้วใส่ Filter กรองสภาพคล่องและสภาพตลาดอีกนิดหน่อยเท่านั้น ผลที่ออกมาแม้จะไม่สามารถทำกำไรได้เป็น 100% ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึง Possibility ในการลงทุนด้วยระบบเป็นอย่างดี
ภาพด้านล่างที่ผมทำไว้ตัดจบผลทดสอบ ณ วันที่ 5/10/12 ซึ่งเป็นวันที่ผมต้องส่ง Slide ล่วงหน้าไปครับ
\"Microsoft

Symbol Trade Date Price Ex. date Ex. Price % chg Profit
GOLD Long 3/9/2012 8.35 11/9/2012 5.8 -30.54% -1809.76
GL Open Long 3/9/2012 44.25 5/10/2012 54.75 23.73% 1025.25
KTC Open Long 3/9/2012 24.9 5/10/2012 27.25 9.44% 665.89
OGC Open Long 3/9/2012 38 5/10/2012 52 36.84% 1377.5
DTC Open Long 3/9/2012 40 5/10/2012 46.75 16.88% 653.31
RPC Open Long 3/9/2012 1.18 5/10/2012 1.4 18.64% 939.62
SMT Open Long 3/9/2012 9.55 5/10/2012 12.2 27.75% 2595.62
GLAND Open Long 3/9/2012 2.86 5/10/2012 4.42 54.55% 7246.46
TMB Open Long 3/9/2012 1.72 5/10/2012 1.79 4.07% 416.33
STEC Open Long 3/9/2012 17.2 5/10/2012 19.9 15.70% 1564.35
PREB Open Long 3/9/2012 6.1 5/10/2012 7.1 16.39% 1643.9
IFS Open Long 3/9/2012 1.98 5/10/2012 2.78 40.40% 2758.35
SITHAI Open Long 4/9/2012 21.7 5/10/2012 26.5 22.12% 1403.85
TH Open Long 26/9/2012 6.75 5/10/2012 5.8 -14.07% -588.83
สิ่งที่น่าสนใจจากพอร์ท Systematic Trading ก็คือมัน Beat the Market ยกตัวเหนือผลตอบแทนของ SET ได้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถสร้าง Reward-to-Risk Ratio ที่สูงราวๆ 10 เท่าเลยทีเดียวในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น (Profits:19.89%, MaxDD.=-1.85%) นี่คือจุดแข็งของการมีแผนการลงทุนที่ดีและวินัยการลงทุนนั่นเอง (อย่างไรก็ตามเมื่อขาลงมาถึง MaxDD. จะรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอนครับ)
*** สังเกตุดูให้ดีจะเห็นว่าระบบโดน Max Loss เข้าไปถึงราว –30% สำหรับ Gold และ -14% สำหรับ TH แต่ด้วยการใช้ Money Management ควบคุมเอาไว้อย่างเหมาะสม พอร์ทโดยรวมจึงเสียหายจากสองตัวนี้ราว 2% เท่านั้นซึ่งแทบไม่มีผลทำให้พอร์ท Crash ลงมาเลยเนื่องจากถูกผลกำไรจากตัวอื่นอุ้มเอาไว้ได้

บทเรียนจากเกมการแข่งขัน The Stock Master

สิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญก็คือ … การอยู่ร่วมกับแนวโน้มใหญ่ในตลาดหุ้นให้เป็น!!
นี่คือสิ่งที่เคยเป็นข้อผิดพลาดในปีแรกๆในการลงทุนของผมเช่นเดียวกัน คุณต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าเมื่อภาพของตลาดโดยรวมหรือ SET Index เป็นขาขึ้นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการ “อยู่เฉยๆเมื่อหุ้นของคุณยังเป็นขาขึ้น” เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เอื้อนวยที่สุดในการ Let Profits Run แล้วนั่นเอง
จำไว้ให้ดีว่าเราจะสามารถทำกำไรด้วยการกระโดดเข้าๆออกเมื่อหุ้นเป็นแนว โน้มขาขึ้นได้ในกรณีเดียว นั่นก็คือกรณีที่คุณคาดการณ์จุดสูงสุดและต่ำสุดไม่ผิดเลย!! (ไม่งั้นเราจะขายหมูเปล่าๆ) ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากๆและเป็นเหตุผลว่าทำไมการ “ซื้อแล้วถือในขาขึ้น” จึงเป็นสิ่งที่ง่ายและเหมาะสมที่สุด ซึ่งสำหรับเรื่องนี้กระทั่งสุดยอดเซียนหุ้นอย่าง Jesse Livermore ก็เคยได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“Men who can both be right and sit tight are uncommon.”
Jesse Livermore
สรุปว่านักลงทุนที่สามารถอยู่เฉยๆเมื่อตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแล้วเท่า นั้น จึงจะสามารถทำกำไรก้อนใหญ่จากตลาดได้จริงๆ!! และนี่ก็คือความลับที่ทำให้ Trading System ของเราเอาชนะตลาดขาขึ้นได้อย่างสวยงามเพราะมัน “นั่งนิ่ง” ได้อย่างไร้ใจนั่นเองครับ
สุดท้ายนี้สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ร่วมแข่งขัน ผมคิดว่าในหลายๆครั้งที่เราพยายามจะเอาชนะตลาดหรือเอาชนะผลตอบแทนของผู้อื่น ความพยายามเหล่านี้ก็มักจะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงเราเสียเองอยู่เสมอ นักลงทุนที่ดีต้องรู้จักขีดจำกัดของตนเอง อย่าพยายามรีดเลือดจากปูมากจนนิ้วเราดันเจ็บเอง เพราะสิ่งที่เราพอจะควบคุมได้จริงๆนั้นไม่ใช่ตลาดหรือผลตอบแทน แต่เป็นความเสี่ยงที่เรากำลังแบกรับเอาไว้อยู่ต่างหาก ดังนั้นพยายามทำสิ่งที่เราควรทำให้ดีที่สุดเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องพยายามมากเกินความจำเป็น แล้วสุดท้ายเมื่อโอกาสดีๆมาถึงพอร์ทของคุณก็จะค่อยๆเติบโตไปอย่างยั่งยืน ครับ ^_^
ปล1. ขอบคุณพี่แบงค์ที่อุตส่าห์แวะมาเจอผมและมาช่วยเป็นวิทยากรในงานด้วยครับ
ปล2. ไว้คราวหลังถ้าแข่งจบแล้วทางบัวหลวงและผู้เข้าแข่งขันยอมให้ผมรีวิวกลุ่ม Winner หรือกลุ่ม Losser ออกมาได้ ผมจะลองนำพอร์ทมาวิเคราะห์ให้ดูกันอีกที ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นถึงพฤติกรรมที่ดีและผิดพลาดอีกหลายๆอย่างพอสมควร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากๆเลยครับ ^_^

สิ่งที่เราต้องทำ หากเป็นนักลงทุนในหุ้น

สิ่งที่เราต้องทำ หากเป็นนักลงทุนในหุ้น

1 เลือกธุรกิจที่ดี เหมาะสม ไม่ใช่หุ้นปั่น ไม่งั้นอาจขาดทุนได้ ยกเว้นต้องการเล่นสนุกๆ

2 เงินเย็นมาก และทะยอยออมเงินในหุ้นทุกเดือน

เพราะ ที่อเมริกา เคยมีคนทำมาแล้ว ทำงานเป็นเสมียน รายได้เท่าปวชแบบบ้านเรา เป็นคนที่คิดอะไรไม่ยุ่งยากมีคนบอกเขาว่า หุ้นนี้พฐดี ทุกบทวิเคราะห์และนักวิเคราะห์ก็ยืนยัน เขาก็ทำการซื้อหุ้นทุกเดือน ด้วยเงินที่ต้องการจะออมในหุ้น ไม่ว่าราคาจะเท่าไหร่ บวกหรือลบแค่ไหนไม่สนใจ

สรุปเมื่ออายุเขา 100 ปี เขามีเงินถึง 80 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ด้วยอานุภาพของเงินปันผลและทบต้น

เช่น หุ้นราคา 1 บาท ซื้อเดือนละ 10000 บาท ได้มา 1 หมื่นหุ้น ครบปี มี 120,000 หุ้น ปรากฏเงินปันผลเฉลี่ยหุ้นตัวนี้ ให้เท่ากับ 0.1 บาท ต่อหุ้น/1ปี

ปี นี้บริษัทจ่ายเงินปันผลมา 0.1 บาท คูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มี เท่ากับ 120000*0.1 ได้เงินเท่ากับ 12000บาท เขานำเงินปันผลนี้ไปซื้อหุ้นอีก ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 132,000 หุ้น (กรณี หุ้นยังราคาเท่าเดิม ที่ 1 บาท) ปีต่อมา ได้เงินปันผลอีก 0.1บาทต่อหุ้น(ยังไม่รวมเงินออมในหุ้นทุกเดือนนะครับ) ก็จะได้เป็น 132,000*.01 จะได้เงินปันผลมา เท่ากับ 13,200 บาท

สังเกตเห็นไหมครับว่า เงินปันผลมากขึ้น จากจำนวนหุ้นที่มากขึ้น นี่ไม่ถึง 2ปีนะครับ แค่ออมเงิน เดือนละ 1 หมื่นบาท

สมมติออมซัก 20 ปี ลองคิดดูครับว่าเงินปันผลเราจะได้เท่าไหร่ โดยที่อาจจะมากกว่าเงินเดือนประจำเราด้วย

***ทั้งนี้ต้องเป็นธุรกิจที่มั่นคง ไม่ล้ม และฐานะทางการเงินดีสม่ำเสมอ***

แต่ก็มีการลงทุนอีกประเภท สำหรับคนต้องการหุ้นที่เติบโต และมองการณ์ไกล เรียกว่า มีgrowth นั่นแหละ
เราก็จะซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่ามากและมีเรื่องราวให้หุ้นนั้นๆเติบโต

ปัญหา คือเติบโตเนี่ย คือกี่ปี? ถ้าธุรกิจที่ดี ไม่ใช่5-10 ปีเจ๊ง ฉะนั้นเราก็ต้องมองการณ์ไกลหน่อย ว่าตัวไหนอยู่ได้ขนาดที่ว่าเรามีหลานแล้ว บริษัทนี้ไม่ล้มหายตายจากไป ยกตัวอย่าง ร้านโชว์ห่วย กับเซเว่นอีเลฟเว่นคงเห็นภาพ แต่ก่อนคิดว่าจะมีธุรกิจดีๆซักอย่าง ก็ถือว่าเป็นเถ้าแก่ได้แล้วและจะยกมรดกนี้ให้ลูกหลานด้วย
ปรากฏธุรกิจที่เราทำอยู่ได้ไม่นาน

การ เล่นหุ้นเหมือนทำธุรกิจเองนั่นแหละ ต่างกันแค่มีผู้บริหารคอยทำงานให้ เราทำแค่ตรวจสอบ ดูความเรียบร้อยของกิจการ ทำไมไตรมาสนี้หนี้เพิ่ม ทำไมรายได้มากแต่กำไรน้อยลง ทำไมเพิ่มทุนบ่อยจัง แล้วไม่ได้เอาเงินไปทำอะไร เหมือนเราเป็นเถ้าแก่เลยแหะ

วิธีเปิดบัญชี
หากสนใจบริษัทหลักทรัพย์ไหนเป็นพิเศษ แนะนำไปดูก่อนได้ในนี้
http://www.set.or.th/th/products/member/equity/brokerage_member_p1.html

เอกสารที่ต้องเตรียม
1 สำเนาbook bank/Statement ย้อนหลัง 3-6เดือน
2 สำเนาบัตรประชาชน
3 สำเนาทะเบียนบ้าน

ประเภท
การเปิดบัญชีแบบ internetหรือไม่

1 แบบ internet trading
ซื้อขายเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีมาร์เกตติ้ง เพราะมีความเข้าใจและต้องการลงทุนเอง
ข้อดี
- ค่าคอมมิชชั่นถูกกว่า 0.15%
ข้อเสีย - ไม่มีคนดูแลให้ และหากคอมพิวเตอร์เสีย ไม่สามารถเข้าไปดูราคาได้เลย

2 แบบไม่ใช่ internet (มีมาร์เกตติ้งดูแล)
ข้อดี - มีคนดูแลและให้คำแนะนำ
ข้อเสีย - ค่าคอมมิชชั่นเท่ากับ 0.25%

การเปิดบัญชีแบบ บัญชีเงินสด หรือ cash balance
1 บัญชีเงินสด ต้องโอนเงินหลักประกันเข้าโบรคเกอร์ก่อน 15%แล้วจึงจะซื้อขายได้
สมมติจะซื้อ 1หมื่นบาท ต้องโอนเงินมา 1500บาท เมื่อซื้อหรือขาย จะหักอัตโนมัติจากเงินในบัญชีbankที่ให้กับ
โบรคเกอร์

2 cash balance มีเงินแค่ไหนเล่นแค่นั้น แต่เอาเงินทั้งจำนวนมาฝากกับโบรคเกอร์หมดเลย

โดย ก็เลือกอีกว่า จะเป็นบัญชีเงินสดแบบ internetหรือไม่,cash balance แบบ internet หรือไม่ ซึ่งถ้าเลือก cash balance แล้วแบบ internet ก็จะค่าคอมมิชชั่นถูกลงไปอีก คือ เหลือแค่0.1%

ทั้งนี้ต้องถามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเงื่อนไขของแต่ละโบรคเกอร์เป็นอย่างไร

ทั้ง นี้ทั้งนั้น การเปิดบัญชีหุ้น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เสมือนเป็นการเปิดบัญชีธนาคารธรรมดา หากไม่มีการซื้อขายเงินที่ฝากไว้ในโบรคเกอร์ก็จะมีดอกเบี้ยให้เหมือนกับ ธนาคารทั่วไป

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=setindex&month=05-2009&date=06&group=9&gblog=2

รายละเอียด ที่เกี่ยวข้อง จากการค้นหา

เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไรครับ - มีคำตอบ - กูรู
25 ส.ค. 2008 ... คำตอบที่ดีที่สุด: -ต้องศึกษาอะไรบ้าง ? เข้าไปอบรมกับ TSI ( http://www.tsi-thailand.org/ ) ที่นี่มีการลงทะเบียนอบรมฟรีหลายๆหลักสูตร และ ...
guru.google.co.th หน้าแรก รายการคำถาม
เล่นหุ้นอย่างไร - 24 พ.ย. 2009
ผมอยากเล่นหุ้นอ่ะคับ แต่ไม่รู้จะเล่นอะไรดี แนะนำหน่อยคับ ...
คิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า.....คนจนเล่นหวย....คนรวยเล่นหุ้น ...
อยากทราบวิธีเล่นหุ้นสำหรับมือใหม่ - 8 ส.ค. 2008

BlogGang.com : : ยิ้มไว้เมื่อหุ้นลง : เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร
เริ่ม เล่นหุ้นอย่างไร. เห็นคนบอกให้ลงในblog ผมลงแค่สรุปนะ ที่เหลืออยากได้ก็ขอมาในตอบข้อซักถามเจ้าของblog (เอ่อ ยาวนะ และอีกอย่างมีอีกอื้อเลย ...
www.bloggang.com/viewdiary.php?id=setindex&month...

PANTIP.COM : I6343779 เล่นหุ้น อย่างไร? ให้ได้กำไร วันละ 1000 บาท []
18 ก.พ. 2008 ... เล่นหุ้น อย่างไร? ให้ได้กำไร วันละ 1000 บาท. ถามมือโปร ...ทั้งหลายนะค่ะ..... 1. ต้องใช้เงินทุน เท่าไหร่ ค่ะ 2.ต้องซื้อ หุ้น กี่ ตัว ค่ะ ...
topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/.../I6343779.html

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร | DekBiz - เรื่องธุรกิจ หุ้น การตลาด ง่ายๆ ...
24 ก.ค. 2009 ... เอามาจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=setindex เห็นคนบอกให้ลงในblog.
www.dekbiz.co.cc/2009/07/24/เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร/

เล่นหุ้น
... โปรแกรมวิเคราะห์หุ้น ตรวจสอบราคาหุ้น วิเคราะห์หลักทรัพย์แบบออนไลน์ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหุ้น เทคนิคการเล่นหุ้น เล่นหุ้นอย่างไรให้รวย ตลาดหลักทรัพย์ ...
www.thailandinone.com/set/servlet/index/?lc=th

เล่นหุ้นอย่างไรให้มีความสุข
เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่คนเล่นหุ้นมักเครียด บางคนถึงขั้นนอนไม่หลับเพราะกลัวหุ้นตก บางคนเห็นข่าวดีๆมากลัวตกรถก็นอนไม่หลับอีก ...
www.doohoon.com/smf/index.php?topic=12312.0
เล่นหุ้นต้องอาศัยชั้นเชิงแบบเล่นหมากรุก
จะซื้อหรือขายหุ้นอย่างไรดี
ควรซื้อขายหุ้นอย่างไร เมื่ออยู่หน้ากระดาน
ตันก๋งวิเคราะห์อาทิตย์หน้า เล่นหุ้นอย่างไร

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร ให้รวย : หนังสือ เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร ให้รวย ...
เริ่ม เล่นหุ้นอย่างไร ให้รวย:นี่คือโอกาสทอง ในการลงทุน มาเริ่มเล่นหุ้นให้กำไรอย่างมีหลักการ กับหนังสือ เริ่มเล่นหุ้นอย่างไรให้รวย.
www.se-ed.com/eshop/Products/Detail.aspx?No...

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร
http://www.thaibsd.com/

เริ่มเล่นหุ้นอย่างไร

เริ่มเล่นหุ้น

ในขั้นแรกนะครับ ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นก่อน
โดยไปที่โบรคเกอร์ที่ท่านต้องการ หรือ รายชื่อโบรคเกอร์
http://www.set.or.th/th/products/member/equity/brokerage_member_p1.html

อย่างแรกในการซื้อหุ้น
หรือการร่วมเป็นเจ้าของกิจการเขา เราต้องเข้าใจสินค้าก่อน

นี่คือรายชื่อหุ้น 100ตัว หรือเรียกว่า set100 ลองไปศึกษาดูว่าแต่ละบริษัททำธุรกิจอะไรบ้าง
http://marketdata.set.or.th/mkt/sectorquotation.do?market=A&industry=0&sector=90&language=th&country=TH

แต่ส่วนใหญ่เขามักซื้อหุ้นใน set50(เหมือนจัดเกรดดีไว้ในนี้)
เมื่อเข้าใจสินค้า ก่อนซื้อหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์ก่อน เหมือนจะออกไปท่องยุทธภพ ขอให้มีวิชาติดตัว

การซื้อหุ้นนั้นมี2 แนวทาง ในการวิเคราะห์

1 การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ดู งบการเงิน ดูแนวโน้มธุรกิจ-กินเงินปันผล ชอบหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ ชอบอ่านข่าวเรื่องธุรกิจและดูงบการเงิน ไม่ขายจนกว่าจะมีข่าวไม่ดีกระทบรายได้ธุรกิจ หรือปัจจัยพื้นฐานบริษัทเปลี่ยนไปถือได้เป็น10ๆปี

2 การวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค
เน้นอารมณ์นักลงทุนล้วนๆ ซื้อๆขายๆ เพราะกราฟ กินกำไรส่วนต่าง ถือหุ้นไม่นานมาก ทำกำไรเป็นระยะๆ ใช้ค่าทางสถิติมาplotกราฟ

แล้ว แต่ว่าเราจะเลือกแบบใด ส่วนใหญ่คนชอบพูดกันว่า มีเงินออมเท่านี้ทำไงดี จะให้เพิ่มพูนงอกเงย ขอให้ได้ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็พอ และแล้วพวกคุณก็ลืมคำนี้ "ขอให้ได้ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็พอ" เพราะ บางครั้งการรอหุ้นเติบโต อาจใช้เวลานาน หรือเงินปันผลต่อปีอาจจะ 2-4เปอร์เซ็นต์ (ยกเว้นราคาหุ้นลง ทำให้อัตราเงินปันผลดูมีเปอร์เซ็นต์เยอะขึ้น เช่น ราคาหุ้นA 1 บาท ปันผล 0.05บาทต่อหุ้น กับราคาA ลงมาเหลือแค่ 0.5บาท ปันผลยังคง0.05บาทเท่าเดิม อย่างหลังนี่เยอะกว่านะ 0.05/0.5*100 ได้ 10เปอร์เซ็นต์แหนะ ทั้งๆที่หุ้นตัวเดียวกันนะ)

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้คนลืมตัวแล้วไป เก็งกำไรเพราะว่า บางวันก็ได้ 5เปอร์เซ็น หรือถือมาแค่2อาทิตย์ก็13 เปอร์เซ็นต์ แล้ว เลยเปรี้ยว ลองซื้อหุ้นนิสัยไม่ดี เห็นวิ่งๆ ก็โดดเข้าตาม โดนเลยคับพี่น้อง กำไรหาย ติดหุ้น
ที่เขาเจ๊งหุ้นกันเพราะอย่างนี้แหละ โดดเข้าโดดออก หรือโดดเข้าไม่โดดออก เล่นหุ้นเกินตัวโดยกู้เขามาเล่น
ถ้าซื้อหุ้นถือรอปันผล โดยหาราคาเหมาะสมก่อน ไม่ใช่ว่า ทุกราคาของหุ้นดี จะทำให้เรากำไรนะ ตอนแรกที่ได้กำไรเท่านี้ ก็โอ้ เราเก่งจัง

แล้ว ตอนเข้าซื้อใหม่หล่ะ หุ้นขึ้นไปแล้ว พอติดดอยเข้า ก็หนาวเลย กำไรที่ได้มาหายหมด นี่ไม่รวมพวกถือหุ้นชั้นเลวนะ ติดหุ้นเป็น10ๆปี ไม่มีปันผล และราคาลงมาเรื่อยๆ เครียดอีกต่างหาก หุ้นลงก็เครียด หุ้นขึ้นก็กลัวขายแล้วโดดเข้าใหม่ยังไง

กับคนที่ถือหุ้นรอเงินปันผล ได้แน่ๆอะเงินปันผล ที่เหลือ มันคือกำไรชีวิตแล้ว ทั้งนี้ดูด้วยนะ บางตัวจ่ายปันผลมากที่สุดที่เคยจ่ายมา แล้วไม่จ่ายอีกเลยก็มี

ถ้าปัจจัยพื้นฐานแนะนำที่
http://www.thaivi.com - ช่วยๆกันวิเคราะห์งบการเงิน
**ปล.เวบนี้ RECOMMENDคับ ต่างกันแค่เป็นเวบนี้ไม่มีการพูดเรื่องราคาแนวรับแนวต้าน น่าขายไหม เพราะเขามองธุรกิจจริงๆ**

มือใหม่ส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านเยอะๆ ชอบหุ้นราคาวิ่งก็พอ บางคนซื้อหุ้นไปยังไม่รู้เลยว่าหุ้นตัวนั้นทำธุรกิจอะไร

http://www.tsi-thailand.org
มีการอบรมฟรี ที่ตลาดหลักทรัพย์ ข้างๆศูนย์ประชุมสิริกิต เกือบทุกอาทิตย์ หรือมีคอร์สจ่ายเงิน

http://www.settrade.com
ดูบทวิเคราะห์ ข่าวสารต่างๆ

http://www.set.or.th
มีงบการเงิน ข้อมูลบริษัท

http://www.doohoon.com
มีงบการเงิน ข้อมูลบริษัท

กราฟทางเทคนิค
http://www.doohoon.com
หมวดความรู้การลงทุน

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn
http://www.taladhoon.com
เข้าไปหมวดเวบบอร์ดหรือlibrary

http://www.richerstock.com/candlepattern/cdhome.htm
กราฟแท่งเทียน

http://www.richerstock.com/candlepattern/cdhome.htm
อีเลียตเวฟ

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=500358&Ntype=4
อื่นๆ

ปล.มีอีกเยอะนะ ลองsearch google tecnical graph หรือ กราฟทางเทคนิคดู มีอื้อเลย

เงิน เริ่มต้น 5หมื่นบาทถึง1แสนบาทน่าจะโอเค ทั้งนี้แล้วแต่ฐานะการเงินของคนนั้นๆ ซึ่ง ถ้าจำไม่ผิด 5000บาทก็เปิดบัญชีหุ้นได้แล้ว(แต่ความเห็นส่วนตัว 5พันบาทน่าจะซื้อกองทุนรวมมากกว่าครับ ไม่เหนื่อยในการดูแล มีคนดูแลให้ คือผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยส่วนใหญ่50-70ตัว ต่อ1กองทุนหุ้น ที่ผมเห็นนะ)

การเล่นหุ้นเอง คือ ความต้องการ Focus ในธุรกิจบางธุรกิจ และต้องการซื้อขายเอง และศึกษาเอง หรืออีกนัย เรียกว่า เปรี้ยวหน่ะแหละ และแน่นอนเปรี้ยวมากก็จะโดนไม่ใช่น้อย 555+

โดย ความหมาย ตลาดหลักทรัพย์คือ การระดมทุนในการขยายธุรกิจ เช่น บริษัท โออิชิกรุ๊ป ต้องการขยายสาขา แต่เงินไม่มี ถ้ากู้bank ก็จะมีดอกเบี้ยเยอะ ได้กำไรก็เสียภาษีด้วย โออิชิจึงมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็บอกจำนวนเงินที่ต้องการใช้ และออกหุ้นมา สำหรับใครอยากจะเป็นหุ้นส่วนกับโออิชิ ก็มาซื้อหุ้นเขาได้ การ มาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกจากจะได้เงินเขาออกเงินให้ ยังได้ลดหย่อนภาษีอีก และความน่าเชื่อถือที่ลูกค้าไว้วางใจทำให้ยอดขายดีขึ้น

ถ้า นึกไม่ออก ก็คือ การที่เราเปิดร้านอาหารเอง ต้องการเงินทุน 200,000 บาท แล้วมีหุ้นกันกับเพื่อนทั้งหมด 10 คน เบ็ดเสร็จก็คือ ออก คนละ20000 บาทนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่า หุ้นนี้ราคา20000บาท มี10 หุ้นนั่นเอง
เมื่อ บริษัทมีกำไร แน่นอน ก็มีการเอาเงินมาคืนผู้ถือหุ้นบ้าง ไม่คืนบ้างแล้วแต่ว่า จะเอาเงินไปไว้ขยายธุรกิจหรือป่าว เงินที่นำมาคืน เราเรียกว่า เงินปันผล ครับ

เงินที่ควรมาลงทุน ควรจะเป็นเงินเย็นมากๆๆๆๆๆๆๆ เพราะอาจขาดทุนได้ ด้วย ผลประกอบการที่อาจจะไม่ดี หรือนักเก็งกำไรซื้อๆขายๆ ทำให้ราคาขึ้นสูง หรือต่ำเกินไป ฉะนั้นต้องระวังเสมอ ยกเว้น ถ้าเป็นธุรกิจที่โตสม่ำเสมอ รายได้สม่ำเสมอ เขาแนะนำให้ถือระยะยาว แต่ไม่ใช่ว่าซื้อราคาไหนก็กำไร เราต้องซื้อราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ามาก (ศึกษาได้จาก www.thaivi.com)