
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปช่วยบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนกับผู้
เข้าแข่งขัน The Stock Master ทั้ง 28 คนมา 2 ครั้ง
ในช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมานั้น
นี่คือข้อผิดพลาดบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นกับกับผู้เข้าแข่งขันบางส่วนซึ่งผมคิด
ว่ามีประโยชน์กับพวกเราทุกๆคนครับ (ผมไม่ได้จะว่าใครไม่ดีหรือไม่เก่งนะครับ
หลายๆท่านเก่งกว่าผมเยอะครับ ^_^ อิอิ)
กติกาการแข่งขันและเกณฑ์การตัดสินของรายการ The Stock Master (ฉบับย่อ)
- ผู้สมัคร
ที่ได้รับคัดเลือกให้มีสิทธิเข้าแข่งขันในโครงการจะต้องเปิดบัญชีซื้อขาย
หลักทรัพย์กับบริษัท ประเภท Cash Balance โดยซื้อขายผ่านระบบ Internet
Trading
- 100,000 บาท
โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง
และโอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อนวันปฐมนิเทศ
- ทุกหลักทรัพย์ใน SET, MAI, Warrant รวมถึง ETF หน่วยลงทุน และ DW
- ห้ามลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกินกว่า 30% ของมูลค่าพอร์ตที่มีอยู่ในขณะนั้น
- ผู้เข้าแข่งขันต้องมีการลงทุนในหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินทุนโดยรวมโดยรวม เฉลี่ยทุกวัน ตลอดระยะเวลาดำเนินการ
- สำหรับผู้เข้าแข่งขัน The Stock Master
ตัดสินจากมูลค่าพอร์ตรวมของผู้เข้าแข่งขัน ณ
เวลาปิดตลาดของวันแข่งขันวันสุดท้าย
ทั้งนี้การคิดมูลค่าพอร์ตรวมให้คำนวณรวมถึงมูลค่าหุ้นปันผล
และเงินปันผลด้วย (ถ้ามี โดยจะต้องโอนเงินปันผลเข้ามาในพอร์ต)
หากผู้เข้าแข่งขันมีมูลค่าพอร์ตรวมเท่ากัน
ให้ตัดสินจากคะแนนรวมของการเข้าร่วมกิจกรรม weekly coaching ในแต่ละสัปดาห์
อ่านฉบับเต็มและติดตามการแข่งขันได้ตามลิงค์นี้ครับ https://apps.facebook.com/thestockmaster/
กดดันตัวเองเกินไป
หลายๆคนคงคาดการณ์ไว้ว่าปัญหาหลักๆสำหรับผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่นั้นน่า
จะอยู่ที่เรื่องของการวิเคราะห์ (เพราะหลายๆคนไม่ได้มี Profile
ด้านการลงทุนยาวนานเท่าไหร่นัก) แต่กลับกันโดยสิ้นเชิงครับ
หลายๆคนมีความรู้ในการวิเคราะห์หุ้นที่ดีเอามากๆเลยทีเดียว!! …
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมพบก็คือส่วนใหญ่แล้วมันกลับมาจากจิตใจเสียเป็นหลัก
นั่นก็เพราะพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ต้องการที่จะเป็นผู้ชนะและทำกำไรให้ได้สูง
สุดตามกฏเกณฑ์การตัดสิน (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรกับเกมนี้เนอะ ^_^)
แต่นั่นจึงนำมาสู่พฤติกรรมการลงทุนยอดนิยมเหล่านี้ครับ
- กระโดดไปมาและ Cut Loss เร็วเกินไป
- รีบชิงทำกำไรเร็วเกินไป
กระโดดไปมาและ Cut Loss เร็วเกินไป
เมื่อ Track ดูผลการเทรดของผู้แข่ง Stock Master ส่วนใหญ่แล้ว
ผมเองไม่ค่อยเห็นว่าพวกเขาจะซื้อหุ้นที่อยู่ในขาลงหรือพื้นฐานไม่ดีกันซัก
เท่าไหร่นัก
กลับกันแล้วหุ้นส่วนใหญ่ดูจะเป็นขาขึ้นหรือกิจการกำลังเดินไปได้ดีเสียด้วย
ซ้ำ … ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมควรจะทำกำไรได้ดีพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา
(เพราะตลาดเป็นขาขึ้น) อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นตัวเลข Profit/Loss
แล้วก็ค่อนข้างแปลกใจเนื่องจากส่วนใหญ่มันดันกลายเป็นการขาดทุนเสียนี่กะไร!
ตามการคาดเดา (มั่วๆ) ของผมนั้น
ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความกดดันจากกรอบเวลาที่ตัดสินกันแค่ภายใน 2
เดือนเท่านั้น
นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะรีบขายหุ้นที่ไม่วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เกินไป ก่อนที่จะเกิดสัญญาณขายที่บ่งชี้ว่าหุ้นเป็นขาลงแล้วจริงๆ
(เพราะกลัวเสียเวลาที่จะทำกำไร)
อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้แล้วส่วนใหญ่มักที่จะทำให้ %Win Ratio
ต่ำลงและกลายเป็นการเพิ่ม Cost ด้วยการขาดทุนโดยไม่จำเป็น
และส่งผลให้พอร์ทในหลายๆช่วงเวลาย่ำแย่กว่าตลาดพอสมควร
รีบชิงทำกำไรเร็วเกินไป
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งจาก Profit/Loss Distribution Chart
ของเหล่าผู้เข้าแข่งขัน Stock Master
ก็คือน้ำหนักของกำไรและการขาดทุนมักไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก (Pay-off ราว
1:1 – 2:1)
นี่ก็น่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า
พวกเขาต้องการรีบคว้ากำไรเอาไว้เสียก่อนที่มันจะหลุดหายไปและทำให้อันดับของ
พวกเขาตกลงไปนั่นเอง
แต่การทำเช่นนี้นั้นกลายเป็นการทำให้พอร์ทโตยากขึ้นไปอีก
(โดยเฉพาะในระยะยาวๆ) เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังให้ Pay-off Ratio
ลดต่ำลงไปและทำให้การเติบโตในระยะยาวต้องพึ่งพา %Win ที่สูงขึ้นเป็นหลัก …
ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นงานที่ยากมากกว่าการสร้าง Pay-off Ratio
มากๆเลยทีเดียว
ขาดการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
สิ่งที่สังเกตุได้อีกอย่างหนึ่งและดูจะเป็นปรากฏการณ์ยอดฮิตก็คือ
การขาดทุนจากหุ้นไม่กี่ตัวหรือไม่กี่ครั้งก็กลับทำให้พอร์ททรุดลงไปมากกว่า
ที่ควรจะเป็น และมันก็มักที่จะฉุดให้พอร์ทของผู้แข่ง The Stock Master
ที่เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่า SET Index
หลายคนอาจมองว่านั่นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่มีความผันผวนที่
สูงมากๆเพื่อทำกำไรแข่งกัน แต่ว่ากันตรงๆแล้ว
ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าไม่ซวยจริงๆเราจะไปโทษในเรื่องความผันผวนของตัวหุ้นเสีย
อย่างเดียวก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เพราะความผันผวนของหุ้นก็คือความผันผวนของหุ้น
ส่วนความเสี่ยงหรือความผันผวนของพอร์ทโดยรวมของเรานั้นสามารถที่จะควบคุมได้
โดยการใช้ Risk Mangement และ Money Management ให้เหมาะสมนั่นเอง
ซึ่งเมื่อทำได้อย่างเหมาะสมแล้วการขาดทุนหุ้นรายตัวจะส่งผลกระทบที่น้อยมากๆ
กับภาพรวมของพอร์ทหลักครับ (ยกเว้นขาดทุนพร้อมกันหมด)
พอร์ทที่ผมชอบที่สุด
เมื่อมองไปที่ Equity Curve แล้ว
พอร์ทที่ผมชอบที่สุดในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 3 – 4 พอร์ทนั่นก็คือ
(พอร์ทอื่นก็ชอบนะครับไม่ได้ไม่ชอบ เพียงแต่ขอหยิบมายกตัวอย่างเท่านั้นเอง
^o^)
M10: สุวรรณ ภคพงศ์พันธุ์ (หลำ)
M5: ธนกฤต จินตวร (มะเดื่อ)
M20: พจน์ ตั้งงามจิตต์ (พจน์)
M7: ปวรา กิตติพงศ์โกศล (ต้าร์)

สาเหตุหลักๆก็เนื่องมาจากว่า Equity Curve
ของพวกมันวิ่งล้ออยู่เหนือผลตอบแทนของ SET Index
มาอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ ซึ่งถึงแม้ว่าในรายของ M7
นั้นในช่วงแรกจะแพ้ตลาดอยู่ก็ตามแต่มันได้แสดงให้เห็นถึงการค่อยๆเติบโตขึ้น
มาอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
การจะสร้างพอร์ทให้มี Equity Curve
ในลักษณะแบบนี้ได้นั้นไม่เกี่ยวกับความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นขั้นเทพเท่า
ไหร่ แต่มันต้องใช้ควบคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเป็นหลัก!!
เราจะสังเกตุได้ว่าพอร์ทของพวกเขาไม่ได้โตขึ้นทุกวัน
แต่พวกมันสามารถที่จะพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงมาหนักๆได้เมื่อ Bad Day มาถึง
และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมพอร์ทของพวกเขาจึงให้ผลตอบแทนที่อยู่เหนือ SET
มาได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ นั่นก็เพราะเมื่อ Good Day มาถึง แม้ว่า Equity
จะไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (เหมือน Stock Master บางคน)
แต่พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องคลืบคลานขึ้นมาจากหลุมที่ขาดทุนจนหนักเกินไปก่อน
หน้านี้ และจึงค่อยๆทยอยบวกขึ้นมาได้แบบเนียนๆ
นี่แหละครับคือจุดมุ่งหมายของ Risk Mangement และ Money Management
นั่นก็คืออยู่ให้รอดเพื่อรอให้ถึงวันรวยของเรา …
แม้ว่าเราอาจไม่สามารถรู้ได้ว่าจะรวยวันไหน
แต่อย่างน้อยเราก็รู้ได้ว่าเราพร้อมจะรวยทุกเมื่อเมื่อโอกาสมาถึงเพราะเงิน
ทุนเรายังอยู่ครบนั่นเองครับ
พอร์ทไร้ใจ Systematic Trading
คราวนี้ลองมาดูพอร์ทไร้ใจ Turtle Trading System 2 แบบ Simplify
สไตล์แมงเม่าคลับกันบ้าง ระบบนี้ไม่มีอะไรมากแค่จับเอาการ Break
แนวต้าน-แนวรับที่ 55-20 วันแล้วใส่ Filter
กรองสภาพคล่องและสภาพตลาดอีกนิดหน่อยเท่านั้น
ผลที่ออกมาแม้จะไม่สามารถทำกำไรได้เป็น 100% ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา
แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึง Possibility ในการลงทุนด้วยระบบเป็นอย่างดี
ภาพด้านล่างที่ผมทำไว้ตัดจบผลทดสอบ ณ วันที่ 5/10/12 ซึ่งเป็นวันที่ผมต้องส่ง Slide ล่วงหน้าไปครับ
| Symbol |
Trade |
Date |
Price |
Ex. date |
Ex. Price |
% chg |
Profit |
| GOLD |
Long |
3/9/2012 |
8.35 |
11/9/2012 |
5.8 |
-30.54% |
-1809.76 |
| GL |
Open Long |
3/9/2012 |
44.25 |
5/10/2012 |
54.75 |
23.73% |
1025.25 |
| KTC |
Open Long |
3/9/2012 |
24.9 |
5/10/2012 |
27.25 |
9.44% |
665.89 |
| OGC |
Open Long |
3/9/2012 |
38 |
5/10/2012 |
52 |
36.84% |
1377.5 |
| DTC |
Open Long |
3/9/2012 |
40 |
5/10/2012 |
46.75 |
16.88% |
653.31 |
| RPC |
Open Long |
3/9/2012 |
1.18 |
5/10/2012 |
1.4 |
18.64% |
939.62 |
| SMT |
Open Long |
3/9/2012 |
9.55 |
5/10/2012 |
12.2 |
27.75% |
2595.62 |
| GLAND |
Open Long |
3/9/2012 |
2.86 |
5/10/2012 |
4.42 |
54.55% |
7246.46 |
| TMB |
Open Long |
3/9/2012 |
1.72 |
5/10/2012 |
1.79 |
4.07% |
416.33 |
| STEC |
Open Long |
3/9/2012 |
17.2 |
5/10/2012 |
19.9 |
15.70% |
1564.35 |
| PREB |
Open Long |
3/9/2012 |
6.1 |
5/10/2012 |
7.1 |
16.39% |
1643.9 |
| IFS |
Open Long |
3/9/2012 |
1.98 |
5/10/2012 |
2.78 |
40.40% |
2758.35 |
| SITHAI |
Open Long |
4/9/2012 |
21.7 |
5/10/2012 |
26.5 |
22.12% |
1403.85 |
| TH |
Open Long |
26/9/2012 |
6.75 |
5/10/2012 |
5.8 |
-14.07% |
-588.83 |
สิ่งที่น่าสนใจจากพอร์ท Systematic Trading ก็คือมัน Beat the Market
ยกตัวเหนือผลตอบแทนของ SET ได้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถสร้าง Reward-to-Risk
Ratio ที่สูงราวๆ 10 เท่าเลยทีเดียวในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น
(Profits:19.89%, MaxDD.=-1.85%)
นี่คือจุดแข็งของการมีแผนการลงทุนที่ดีและวินัยการลงทุนนั่นเอง
(อย่างไรก็ตามเมื่อขาลงมาถึง MaxDD. จะรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอนครับ)
*** สังเกตุดูให้ดีจะเห็นว่าระบบโดน Max Loss เข้าไปถึงราว –30% สำหรับ
Gold และ -14% สำหรับ TH แต่ด้วยการใช้ Money Management
ควบคุมเอาไว้อย่างเหมาะสม พอร์ทโดยรวมจึงเสียหายจากสองตัวนี้ราว 2%
เท่านั้นซึ่งแทบไม่มีผลทำให้พอร์ท Crash
ลงมาเลยเนื่องจากถูกผลกำไรจากตัวอื่นอุ้มเอาไว้ได้
บทเรียนจากเกมการแข่งขัน The Stock Master
สิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญก็คือ … การอยู่ร่วมกับแนวโน้มใหญ่ในตลาดหุ้นให้เป็น!!
นี่คือสิ่งที่เคยเป็นข้อผิดพลาดในปีแรกๆในการลงทุนของผมเช่นเดียวกัน
คุณต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าเมื่อภาพของตลาดโดยรวมหรือ SET Index
เป็นขาขึ้นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการ
“อยู่เฉยๆเมื่อหุ้นของคุณยังเป็นขาขึ้น”
เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เอื้อนวยที่สุดในการ Let Profits Run แล้วนั่นเอง
จำไว้ให้ดีว่าเราจะสามารถทำกำไรด้วยการกระโดดเข้าๆออกเมื่อหุ้นเป็นแนว
โน้มขาขึ้นได้ในกรณีเดียว
นั่นก็คือกรณีที่คุณคาดการณ์จุดสูงสุดและต่ำสุดไม่ผิดเลย!!
(ไม่งั้นเราจะขายหมูเปล่าๆ)
ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากๆและเป็นเหตุผลว่าทำไมการ “ซื้อแล้วถือในขาขึ้น”
จึงเป็นสิ่งที่ง่ายและเหมาะสมที่สุด
ซึ่งสำหรับเรื่องนี้กระทั่งสุดยอดเซียนหุ้นอย่าง Jesse Livermore
ก็เคยได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“Men who can both be right and sit tight are uncommon.”
Jesse Livermore
สรุปว่านักลงทุนที่สามารถอยู่เฉยๆเมื่อตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแล้วเท่า
นั้น จึงจะสามารถทำกำไรก้อนใหญ่จากตลาดได้จริงๆ!!
และนี่ก็คือความลับที่ทำให้ Trading System
ของเราเอาชนะตลาดขาขึ้นได้อย่างสวยงามเพราะมัน “นั่งนิ่ง”
ได้อย่างไร้ใจนั่นเองครับ
สุดท้ายนี้สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ร่วมแข่งขัน
ผมคิดว่าในหลายๆครั้งที่เราพยายามจะเอาชนะตลาดหรือเอาชนะผลตอบแทนของผู้อื่น
ความพยายามเหล่านี้ก็มักจะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงเราเสียเองอยู่เสมอ
นักลงทุนที่ดีต้องรู้จักขีดจำกัดของตนเอง
อย่าพยายามรีดเลือดจากปูมากจนนิ้วเราดันเจ็บเอง
เพราะสิ่งที่เราพอจะควบคุมได้จริงๆนั้นไม่ใช่ตลาดหรือผลตอบแทน
แต่เป็นความเสี่ยงที่เรากำลังแบกรับเอาไว้อยู่ต่างหาก
ดังนั้นพยายามทำสิ่งที่เราควรทำให้ดีที่สุดเอาไว้
ไม่จำเป็นต้องพยายามมากเกินความจำเป็น
แล้วสุดท้ายเมื่อโอกาสดีๆมาถึงพอร์ทของคุณก็จะค่อยๆเติบโตไปอย่างยั่งยืน
ครับ ^_^
ปล1. ขอบคุณพี่แบงค์ที่อุตส่าห์แวะมาเจอผมและมาช่วยเป็นวิทยากรในงานด้วยครับ
ปล2.
ไว้คราวหลังถ้าแข่งจบแล้วทางบัวหลวงและผู้เข้าแข่งขันยอมให้ผมรีวิวกลุ่ม
Winner หรือกลุ่ม Losser ออกมาได้ ผมจะลองนำพอร์ทมาวิเคราะห์ให้ดูกันอีกที
ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นถึงพฤติกรรมที่ดีและผิดพลาดอีกหลายๆอย่างพอสมควร
ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากๆเลยครับ ^_^