| หุ้นเด้ง 29 จุด!รับเฮดจ์ฟันด์ ฝรั่งหนีตายเลิกเก็ง กำไรน้ำมันหันซบตลาดเอเชีย |
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ส.ค.ว่า
มีแรงซื้อจากกองทุนต่างชาติทะลักเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างคึกคัก
ดันดัชนีหุ้นทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดทั้งวันจนมาปิดตลาดที่ระดับสูงสุดของ
วันที่ 705.35 จุด บวก 29 จุด หรือ 4.29% ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น
27,148.75 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับโชว์การขายสุทธิกว่า 834
ล้านบาท ทั้งที่ในช่วงปิดตลาดภาคเช้าต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิอยู่ร่วม
2,500 ล้านบาท นั่นหมายความว่าในช่วงบ่ายต่างชาติได้กลับลำเทขายหุ้นออกมา
จนกลายเป็นยอดขายสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิกว่า
2,052 ล้านบาท
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการบริหารและหัวหน้าส่วนวิจัย บล.ทิสโก้ กล่าวว่า มีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นทั่วทั้งเอเชียรวมทั้งไทย โดยคาดว่าเป็นเงินที่ไหลออกจากตลาดน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า หลังจากบรรดากองทุนเก็งกำไรต่างชาติ (เฮดจ์ ฟันด์) ได้กำไรอิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้าจากตลาดดังกล่าวแล้ว เมื่อหมดรอบแล้วจึงโยกเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่บางส่วนยังเป็นการกลับเข้ามาซื้อหุ้นคืนหลังจากที่ก่อนหน้านี้ต่าง ชาติได้ทำชอร์ตเซลล์ขายหุ้นออกมาก่อน “ผมมองว่าเงินที่เข้ามาในรอบนี้น่าจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะไม่ใช่เม็ดเงินใหม่ แต่เป็นเงินเดิมที่อยู่ในตลาดหุ้นอยู่แล้วและขายออกไปรอบที่แล้ว และไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ โดยคาดว่าจะกลับเข้ามาในหุ้นไทยไม่เกิน 10,000-20,000 ล้านบาท และพร้อมจะโยกเงินก้อนนี้ออกไปได้ทุกเมื่อหากต้องการกลับไปเก็งกำไรราคา น้ำมันและตลาดโภคภัณฑ์ล่วง หน้ารอบใหม่ หรือมีเหตุที่ไม่มั่นใจอื่นๆ โดยรอบที่แล้วต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 90,000 ล้านบาท กดดัชนีลงไปร่วม 200 จุด” อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยอดสุทธิต่างชาติออกมาเป็นขายสุทธินั้น จากการพิจารณาพอร์ตกลุ่มผู้ลงทุนแล้วพบว่าในช่วงเช้าต่างชาติยังมีสภาพเป็น ผู้ซื้อสุทธิร่วม 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเข้าซื้อของเฮดจ์ฟันด์ที่ส่งคำสั่ง ผ่านทางยูบีเอส วอร์เบิร์กมากที่สุด รวมทั้ง บล.กิม-เอ็ง ซึ่งมีลูกค้าเฮดจ์ฟันด์หลายรายเช่นกัน ขณะที่พบว่าโบรกเกอร์ต่างชาติรายอื่นๆ กลับเป็นผู้ขายสุทธิออกมาเกือบหมด ซึ่งคาดว่าเป็นการขายสวนหมัดออกมาของกองทุนต่างชาติระยะยาว ประกอบกับนักลงทุนสถาบันในประ- เทศ ก็ได้เข้าไปไล่ซื้อด้วยจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการยืนยันได้ว่า เงินฝรั่งที่จะเข้ามารอบนี้ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาวแต่เป็นเงินที่เข้ามาเล่น สั้นที่พร้อมออกไปได้ทุกเมื่อ ขณะที่เม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาจริงๆนั้น คงต้องรอวิกฤติเครดิตสินเชื่อในสหรัฐฯจบลงก่อน และให้สถานการณ์การเมืองไทยคลี่คลายลงกว่านี้ นายสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย กล่าวว่า จะเห็นเงินไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นคืน หลังจากฝรั่งได้ขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นไทยช่วง 4-5 สัปดาห์ข้างหน้า จะอยู่ในช่วงขาขึ้นสั้นๆ เพราะปัจจัยลบต่างๆเริ่มคลายลง ทั้ง ราคาน้ำมันลดลงและเงินเฟ้อน่าจะผ่านจุดสูงสุดที่ 9.2% รวมถึงความคาดหวังมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะการลดภาษีนิติบุคคล แต่คาดว่าตลาดจะกลับมากังวลอีกครั้งช่วงปิดงวดผลประกอบการไตรมาส 3 ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่า ผลสำรวจนักวิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในเดือน ส.ค.ถึง ธ.ค.51 ซึ่งนักวิเคราะห์ได้หั่นเป้าดัชนีลงเหลือ 828 จุด จากเดิม 927 จุด หรือลดลงไป 99 จุด และมองว่าดัชนีปีนี้จะต่ำสุดที่ 628 จุด ในช่วงไตรมาส 3 แต่อาจจะเห็นหรือไม่เห็นก็ได้ ส่วนดัชนีปี 52 จะอยู่ที่ 896 จุด ทั้งนี้การปรับลดเป้าดัชนีเนื่องจากนักวิเคราะห์ให้ น้ำหนักปัญหาทางการเมืองที่ขัดแย้งรุนแรงสูงสุด “หากมีการยุบสภาจะเป็นผลบวกต่อการลงทุนเพราะความกลัวเรื่องรัฐประหาร การนองเลือดจะหมดไปและเสียงนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่อยากเห็นการรัฐประหารอีก ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นผลเสียหายอย่างรุนแรง |






0 comments:
Post a Comment